สยามนาวา - วัฒนธรรมแห่งสายน้ำ เรือยาวประเพณีไทย
ส.ค. 20, 2019, 18:58:53 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:  
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 4 ... 25   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ศรีอยุธยา-ศรีสุริโยทัย  (อ่าน 111498 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ครูยิ้ม
แพรทอง
ฅ.เรือ
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 206


« เมื่อ: ต.ค. 04, 2008, 04:50:18 »

เรือศรีอยุธยา-ศรีสุริโยทัย

   เรือทั้งสองเข้ามาอยู่ที่วัดจุฬามณี ในปีใดไม่ปรากฏหลักฐาน แต่อยู่ในสมัย พระครูปิยทัสสีวรคุณ(เสงี่ยม หอมเศษฐี) เป็นเจ้าอาวาส  มีฝีพายประมาณสี่สิบกว่าคน  ผมจำไม่ได้ว่าเคยเห็นเรือศรีอยุธยาลงแข่งบ้างหรือเปล่า ตอนนั้นที่จำได้ผู้เฒ่าเล่าว่า วิ่งกว่าศรีสุรีโยทัย แต่ชำรุดจึงไม่ได้ลงแข่ง
   มาจำความได้ค่อนข้างมากก็ตอนมีการแข่งเรือไหว้วัดประจำปีช่วงออกพรรษา  วัดป่าโมกข์  ขึ้น ๑๕ ค่ำวันออกพรรษา  วัดจุฬาฯต่อ แรม ๑ ค่ำ  ตอนนั้นจำได้ว่าเรือใหญ่ มีเรือมณีนพวรรณ เรือดาวเรืองรัศมี(เรือขวาน) เรือมะนาวกลิ้ง เรือดาวลอย เรือวิเศษชัยชาญ  เรือศรสุวรรณ เรือเล็กก็ ธงแห่ หงส์ทองและอีกหลายลำ  เป็นฤดูน้ำเต็มตลิ่งเจ้าพระยา จะไปไหนๆใช้เรือพาย แจว ท่อ ตัดทุ่งไป  ไม่มีคันคลองชลประทานกวางกั้น
   มาถึงตรงนี้ขอพูดหน่อย การชลประทาน แปลว่าจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร แต่ปัจจุบันดูมันช่างวุ่นวาย น้ำท่วมบ่อย นาล่ม เพราะไม่ปล่อยน้ำเข้าทุ่งเหมือนเดิม  อยากออกความเห็นต่อ แต่ไม่ใช่ที่นี่
   เรือจากสุพรรณ  วิเศษ   บางปะหัน   มุ่งหน้าตัดทุ่ง มาพบกันที่ป่าโมกข์   ไหว้พระนอนที่สวยที่สุดในเมืองไทย   ฝีพายสนุกสนาน เหฮา  แพ้ชนะไม่ใช่เรื่องสำคัญ  กลางวันกินข้าวห่อใบตอง ใบบัว เสร็จแล้วลอยเรือมาค้างวัดจุฬา ไหว้พระพุทธบาทจำลอง ลอยเรือชมลิเก เช้าแข่งกันใหม่ ชีวิตไทยเพรียบพร้อมด้วยลอยยิ้ม อิ่มบุญ การแข่งขันเพื่อพุทธบูชา   หนุ่มสาวได้พบปะคุ้นเคยพร้อมที่จะสานต่อสัมพันธ์
   เรือศรีสุริโยทัยในสมัยนั้นและต่อมาอีกหลายปีมี  ลุงยวง ศรีทอง เป็นช่างประจำเรือ บ้านท่านอยู่ท้ายวัดจุฬา  ดูแลเรือ(สมัยนี้บอกว่าทำสาว)มาตลอด จนหลังสุดก็หลังแพ้เดิมพัน ศรทอง ที่เขื่อนชัยนาท  ท่านอายุมากจึงเลิกไป ส่วน  ศรีอยุธยาก็ไม่ได้ลงแข่งขันอีกเลย
   เดิมพันที่ชัยนาท วันนั้นผมไปเห็นด้วยตา ภาษาชาวเรือว่า ห้อยหูกระตายมาทั้งสองเที่ยว   มาภายหลัง ได้มีการทบทวนความพ่ายแพ้  จึงได้ทราบความจริงว่า ก่อนมีการเดิมพัน  เรือทั้งสองดังมาก เรือศรีฯดังใต้เขื่อน     เรือศรฯ ดังเหนือเขื่อน  ก่อนการเดิมพันเรือศรฯได้ส่งคนมาติดตามผลงานของเรือศรีฯตลอด จนแน่ใจว่าต้องชนะแน่ จึงมีการเดิมพัน  สมัยนั้นการใช้นาฬิกาจับเวลายังไม่แพร่หลาย และยังไม่เคยมีใครนำมาใช้กับการแข่งเรือยาว เขาใช้เทคโนโลยี่เป็นกว่า ผลจึงออกมาอย่างที่เห็น  อีกประการหนึ่งคือ พาย  เครื่องยนต์ที่มีกำลัง แต่ใบจักรเล็กก็ย่อมวิ่งช้าได้ เช่นเดียวกับเรือศรีฯ  ฟิตซ้อมมาอย่างดี  แต่ใช้พายขนาดเล็กว่า จึงเป็นอย่างที่เห็น  ภาษิตจีนว่า รู้เขา  รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง

จบตอนที่ ๑
   
บันทึกการเข้า
พิราบเหลือง
สัจธรรมไร้พรมแดน
ต้นทุ่น
นายท้าย
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,911



« ตอบ #1 เมื่อ: ต.ค. 04, 2008, 05:40:57 »

ขอบคุณคุณครูยิ้ม ที่มอบข้อมูลล้ำค่า.เป็นของขวัญแก่ลูกหลาน สืบสานต่อไป
บันทึกการเข้า
เหยี่ยวฟ้า มหาชน
แพรทอง
นายท้าย
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,061



« ตอบ #2 เมื่อ: ต.ค. 04, 2008, 12:18:53 »

ขอบคุณ ครูยิ้ม อีกครั้ง ครับ
เรื่องราวของเรือศรีอยุธยา และศรีสุริโยทัย ยังคงมีอีกมาก เราชาวสยามนาวายังรอรับ
องค์ความรู้ที่มีคุณค่า แบบบนี้อีกครับ
บันทึกการเข้า

ครูยิ้ม
แพรทอง
ฅ.เรือ
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 206


« ตอบ #3 เมื่อ: ต.ค. 07, 2008, 12:47:02 »

เรือศรีอยุธยา-ศรีสุริโยทัย(๒)

การเดินทางไปไหว้วัดสมัยนั้น  การคมนาคมทางถนนไม่สะดวกเหมือนเดี๋ยวนี้   งานไหว้วัดเป็นงานสำคัญตอนออกพรรษาไม่มีงานใหญ่มากมายเหมือนปัจจุบัน ผู้คนจึงนิยมไปไหว้วัดกันมาก ใช้เรือพายเป็นพาหนะ เรือเล็ก เรือใหญ่มีสาวแก่แม่หม้ายช่วยกันพาย เรือหนุ่ม เรือสาวมากมาย พายแข่ง พายหนี(หนุ่ม) พูดจาทักทาย เป็นที่สนุกสนาน ลืมความเหน็ดเหนื่อยและ นี่น่าจะเป็นเหตุหนึ่งของประเพณีการเล่นเพลงเรือและการแข่งเรือ ภาคกลางในภายหลัง  แต่เรื่องบางเรื่องไม่น่าเชื่อ ก็เกิดขึ้นได้ พักพวกผมเคยพายเรือฉุดสาวได้ ตอนเธอพายเรือไปทำบุญกับญาติ (นัดกันหรือเปล่า)
   เรือศรีสุริโยทัย หลังจากแพ้ที่เขื่อน กลับมาเขาเรียกว่า ไผ่เหงา  ผู้คนเอาเงินไปบริจาคให้เพื่อนต่างถิ่นคนละหลายสตางค์  ผู้นำหมู่บ้าน(กำนันจรัส นิรัญทวี)กับหลายๆท่านที่พอมีอันจะกินก็เลยปลอบใจด้วยการ มีลิเก    รำวงกันหลายคืน  เป็นที่กล่าวขานกันอีกว่า มันแพ้จริงๆหรือ   หลังจากนั้นท่านผู้ใหญ่ถวิล ก็เปลี่ยนพายให้
 ใหญ่ขึ้นๆ  จนเป็นที่โจษขานของชาวเรือ  เป็นเจ้าสายน้ำลุ่มเจ้าพระยาและพายเดิมพันอีกหลายครั้ง (รายละเอียดผมจำไม่ได้  ชาวเรือท่านอื่นช่วยผมด้วย  บทความนี้จะสมบูรณ์ได้ ก็ด้วยความกรุณาของท่านทั้งหลาย ขอบคุณ)
   ลุงยวง ศรีทอง ยังคงเป็นช่างดูแลเรือต่อมา เนื่องจากความเก่าแก่ของเรือ(อายุเรือศรีอยุธยา-ศรีสุริโยทัย น่าจะตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์) ลุงยวงเฝ้าบำรุงรักษาด้วยความผูกพัน แต่ก็ไม่ทำให้ดีขึ้นมากนัก
   ชาวบ้านกุ่ม ลูกหลานนายขนมต้ม อาทิผู้ใหญ่ถวิล แสงจักร ลุงชุบ คำสด   ลุงสวัสดิ์ ข้าวขาวแขก ลุงนอบ คำสด ลุงกรอ ทาทอง(คุณพ่อวัฒนา)และอีกหลายๆท่าน(ขออนุญาตเอ่ยนามเพื่อเป็นเกียรติ์)  จึงเสาะหาไม้เพื่อขุดเรือลำใหม่ ในที่สุดก็ได้ เรือศรีอยุธยาลำที่สอง จากการขุดของ ช่างเสริม  เชตะวัน  บ้านเกาะหงส์ นครสวรรค์ (มีผู้กล่าวถึงการขุดมาแล้วหลายที่ ขอเว้น)   ตอนนั้นมีเรือเกิดรุ่นราวคราวเดียวกันที่จำได้ ก็ช้างแก้ว ม้าแก้ว ที่อ่างทอง แต่ก็มีฝีพายมากกว่าศรีอยุธยา
   คราวนี้ลูกหลานนายขนมต้มชักสนุก  เลยมาเป็นฝีพายเรือกันเป็นยกใหญ่  ชาวบ้านกุ่มจึงเล่นเรือทั้งสองลำพร้อมๆกัน อยู่ของสามปี  ถือเป็นยุคทองของเรือทั้งสอง หลังจากนั้นก็มักเล่นลำใดลำหนึ่ง ( พูดถึงลูกหลานนายขนมต้มแล้ว เขารักและถือเรือเขาจริงๆ  แข่งที่ไหนถึงที่นั่น  คนนอกแทบแตะต้องไม่ได้ ฤดูหนึ่ง ผมขอพลร่มจากลพบุรีมาพายศรีโย  ต้องอธิบายให้รู้เรื่องอยู่นาน แทบแย่ )

จบตอนที่ ๒
บันทึกการเข้า
++ นักรบกรุงศรี ++
ต้นทุ่น
ฅ.เรือ
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 912


« ตอบ #4 เมื่อ: ต.ค. 07, 2008, 14:02:11 »

*** โหยยยย .... เพิ่งจะได้รู้ประวัติจริงๆ ของ " 2 ศรี พี่น้อง " เอาก็วันนี้นี่เอง .... สุดยอดดดด ....ไปเลยครับ ....สไตล์การเล่าเรื่องของ ครูยิ้ม มีเสน่ห์ + สนุก แถม เกร็ดเล็กๆ น้อย ปน ความฮา ... ผสมผสานกันออกมาได้ลงตัวชวนติดตามตอนต่อไปด้วยใจระทึก .... อ่านจบ ตอน 2 แล้วครับ ...... แฟนๆ รออ่าน " เรื่องเล่า เช้านี้ ...ศรียา + ศรีโย " ตอน 3 กันอยู่ อีกเพรียบบบบบบบบบ ....เรียบร้อยยยยยยย เลยครับครู   ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

... ในนาม สยามนาวา ขอกราบขอบพระคุณ ... ผอ.ยิ้มศักดิ์  วังบรรพต ... ผู้จัดการ เรือศรีอยุธยา และ ศรีสุริโยทัย รุ่นที่ 2
(รุ่นที่ 1 คือ ผู้ใหญ่ ถวิล แสงจักร )  หรือ... " ครูยิ้ม " ของชาวเรือ เป็นอย่างสูง สำหรับองค์ความรู้ดีๆ แก่อนุชน แฟนๆเรือศรี รุ่นหลัง ครับผม ...... สยามนาวา รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ครับผม .....  ขอบคุณจริงๆ ครับ ครู ..... ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
คนซาอุดร
แฟนคลับ
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 126


« ตอบ #5 เมื่อ: ต.ค. 08, 2008, 03:22:20 »

    ที่แพ้เดิมพันที่เขื่อนเจ้าพระยา ศรทองหรือหงษ์ทอง วัดเกาะหงษ์ครับ? จากบุคคลที่คุณครูอ้างถึงเพื่อเป็นเกียรติเช่นกำนันจรัสฯผู้สนับสนุน
ลุงยวงช่างประจำเรือก็เคยมีเพลงเชียร์แต่งเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านทั้งสอง มีบทร้องดังนี้..
     กำนันเขาว่าอย่าห่วง
      ตายวงเขาสร้างเรือฮิต
      น่าร้อนแบบนี้มาดูเรือศรีกำลังจะฮิต
บันทึกการเข้า
cat_phitsanulok
แพรทอง
นายท้าย
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,534


« ตอบ #6 เมื่อ: ต.ค. 08, 2008, 03:43:12 »

เรื่องราวเรือศรีน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง จะไปค้นภาพมาร่วมแจมด้วยครับ
บันทึกการเข้า
pasak
แฟนคลับ
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 54


« ตอบ #7 เมื่อ: ต.ค. 08, 2008, 04:54:18 »

ขอยืนขยันว่าพายเดิมพันกับเรือหงษ์ทองครับ    และเรือศีอยุธยายังมาพายเดิมพันกับเรือแม่คำเผิ่งที่อำเภอเสาให้จังหวัดสระบุรี
เที่ยวรกศรียุยาชนะเทื่ยวสองกลับสายน้ำแม่คำเผิ่งชนะ  จึงจับสลากสายน้ำใหม่ศรียุดยาอยู่ฝั่งสายน้ำไม่ดีจึงแพ้ไปครับ
บันทึกการเข้า
ครูยิ้ม
แพรทอง
ฅ.เรือ
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 206


« ตอบ #8 เมื่อ: ต.ค. 08, 2008, 09:57:26 »

ขอบคุณมากที่ทักท้วง จริงตามที่คุณป่าสักอ้าง หงษ์ทองครับ ผมบอกแล้ว ทุกท่านช่วยผมด้วย จะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง  ที่เสาไห้ผมก็ไปครับ
วันนั้นเสมอ ตามปกติเรือเดิมพัน จะยก แต่ไม่ทราบเหตุผลกลได จึงมีเที่ยวที่สาม  ที่นึกออก ยังมีเดิมพันกับไกรทอง ขวันมงคลทอง อีก
คุณแคท ช่วยผมด้วย กำลังจะขอความร่วมือพอดี รูปเก่าๆลงมาช่วยด้วยครับ  ที่อยากได้อีก ก็กูเกิลเออท  แถวๆอยุธยา อ่างทอง สุพรรณ เพื่อประกอบการเดินทางสมัยก่อน ๆ  คนรุ่นหลังจะได้เข้าใจ  ขอบคุณทุกๆท่านมากครับ
บันทึกการเข้า
ครูยิ้ม
แพรทอง
ฅ.เรือ
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 206


« ตอบ #9 เมื่อ: ต.ค. 11, 2008, 05:31:04 »

ศรีอยุธยา-ศรีเรือสุริโยทัย(๓)

   ตำนานนายขนมต้ม มีไม่มากนัก บอกว่าเป็นคนบ้านกุ่ม  ถูกจับเป็นเฉลยไปอยู่เมืองพม่าสมัยกรุงแตก ชกมวยชนะพม่าติดต่อกันหลายคน เลยได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษเจ้ามวยไทย
   เรือจะดังได้ต้องมีองค์ประกอบที่ดี ผู้จัดการดี  ฝีพายพร้อมผู้สนับสนุนดี มีน้ำใจ แฟนคลับมาก(สมัยนี้บอกว่า ๔ เอ็ม )  สิ่งเหล่านี้ยังมีอยู่ในหัวใจของชาวเรือตลอดมา   
   การที่เปลี่ยนพายใหม่ ทำให้การฝึกซ้อมต้องเข้มข้นขึ้น  เช้าซ้อม เย็นซ้อม (ไม่ใช่เช้าเม็ด  เย็นเม็ด ตามที่หมอสั่งคนไข้หูตึง)   บอกแล้วว่าเรือเก่า จะใช้เรือซ้อมทุกเวลาก็ไม่ได้  ทีมงานเลยเปลี่ยนวิธีใหม่ มาเป็นพายบวบ(เหยี่ยวฟ้าเคยลงรูปแล้ว)  เช้า-เย็น   บางวัน เช้าบวบ เย็นเรือ  ทำให้ฝีพายมีความแข็งแกร่งขึ้นมาก   ตอนนี้ต้องมี เทรนเนอ ควบคุมการฝึกซ้อมแล้ว ก็ลุง เสวก ทองประวิทย์  รับหน้าที่แทนผู้จัดการ  ลุงเวกเป็นคนเข้มแข็ง ยิ้มแย้มแจ่มใส มีไมตรีดีกับทุกคน พายบวบยกหนึ่งๆ  ประมาณ ๕ นาที เฮยาวอีก ๒ นาที รวมเป็น ๗  ลุงเวก มีลูกเล่น บางยกลืมจับเวลา บางยกแกล้งให้เกิน หมดยก มีเรื่องเล่าครื้นเครง ทำให้ฝีพายไม่เหนื่อยมาก  ตีห้ามาลงบวบ หกโมงเลิก ทุกวัน ใครขาดลุงตามถึงที่ บางคนป่วยไข้ ส่งไปให้หมอบุ่ยจัดการ(คุณจำหริ วังบรรพต หัวหน้าสถานีอนามัยบ้านกุ่ม)วันไหนเรือลงทั้งสองลำ จะมีแฟนคลับ มากมาย
   ตอนนี้การแข่งขันเป็นกีฬาพื้นบ้านเต็มตัวแล้ว มีธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง ฝีพายเช้าซ้อมเสร็จ โอวัลตินไข่รวก  เย็นข้าวต้ม โอวัลติน (โฆษณาให้ฟรี จะแจกให้ฝีพายบ้างก็ได้นะ) โกเหม่ง บริการ  แข่งขันบางงาน มีเครื่องดื่มชูกำรัง    ไม่มีข้าวห่อใบบัว ใบตองอีกแล้ว ข้าวแกงข้าวผัด ขนมนมเนยเข้ามาแทนที่   ต้องมีการเชิญเรือเพื่อเข้าแข่งในสนามต่างๆ และมีค่าเดินทางมากน้อยแล้วแต่ความดังของเรือ แต่อย่างน้อยต้องพอไป พอมา  การเดินทางไปแข่งขันในที่ต่าง ๆ ต้องใช้เรือหางยาว  ลากจูงไป ยังไม่มีเทเลอเหมือนปัจจุบัน มีความยากลำบาก  รองคิดดู  จากอยุธยาไปแข่งพิจิตร พิษณุโลก   ใช้เวลาเดินทาง ทางน้ำกว่าสามวันสามคืน ฝนตก ลมแรง น้ำเชี่ยว แล้วแต่สภาวะ  ฝีพายนั่งรถสองแถวตามไปก่อนวันแข่งขันพร้อมเสบียงและแม่ครัว  มีแฟนคลับพร้อมมุมน้ำเงินตามไปให้กำลังใจ
   พูดถึงการแข่งขันแล้ว ผมว่าเหมือนการสงคราม  แต่เป็นสงครามตามกติกาในเรื่องนั้นๆ  เพื่อชัยชนะ ชื่อเสียง เกียรติยศและหรือแฝงไว้ด้วยผลประโยชน์ 
 
จบตอนที่ ๓     



บันทึกการเข้า
ครูยิ้ม
แพรทอง
ฅ.เรือ
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 206


« ตอบ #10 เมื่อ: ต.ค. 15, 2008, 13:36:07 »

เรือศรีอยุธยา-ศรีสุริโยทัย(๔)

   การแข่งขันเรือพาย  นับว่าเป็นกีฬาตามประเพณี  มักจัดในงานไหว้วัดหลังออกพรรษา ลุ่มน้ำเจ้าพระยา
มีหลายวัด ทั้งที่มีเรือยาวและไม่มี  บางที่ใช้เรือพื้นบ้านประเภทเรือ อีโปง(เก็บดอกโสน) เรือหมู เรือมาด เรือบด เรือสำปั้นเพรียว (เรือพระบิณฑบาต) ที่จำได้ แม่น้ำเจ้าพระยา ที่วัดป่าโมกข์ อ่างทอง วัดนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นสนามแข่งขันที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้ อย่าน้อยก็ไม่ต่ำกว่าสมัย ร.๒ และมีติดต่อมาถึงปัจจุบัน คือ  แรม ๑  ค่ำเดือน ๑๑  วัดจุฬามณี แรม ๒ ค่ำ แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว เหลือแต่ความทรงจำและเรือดัง  สองศรีฯ พี่น้อง ของพวกเราปัจจุบัน แม่น้ำป่าสักแถวอำเภอนครหลวง ก็วัดเรือแข่ง ตอนนั้นยังเด็ก  จำความได้ว่าใช้เรือชะล่า     ลุ่มน้ำน้อย  วัดเสากระโดงทอง เสนา ไหว้หลวงพ่อพุทธเกสร  ใช้เรือพายม้า เรือบด ที่นี่มีประกวดเรือสวยงาม  ผู้หญิงใส่เสื้อคอกลมแขนกระบอก นุ่งซิ่น สวมงอบ  มีนายท้ายเป็นชาย ใช้พายเล็กเรียว สวยงามมาก วัดสี่ร้อย   วัดไทรยืด วิเศษชัยชาญ  อีกหลายวัดแถวโพธิ์ทองและสุพรรณ    ( ใครอยากทราบเรื่องเรือ ขอให้ไปดูที่หนังสือเรือไทย ของอาจารย์ไพฑูรย์  ขาวมาลา ) เรื่อไหว้วัด คุณสมชายช่วยผมด้วยครับ
   เรือยาว( เรือแข่ง ) อาจารย์ไพฑูรย์  ผู้เชี่ยวชาญการต่อเรือ พิพิธภัณฑ์เรือไทย อธิบายว่า เป็นเรือขุดด้วยไม้ซุงทั้งต้น โดยเลือกจากไม้ตะเคียนลำต้นตรง ไม่มีตาหรือรูรอยแตกร้าว โขนหัวท้ายใช้ไม้ต่อให้งอนสวยงาม ท้ายเรือจะงอนมากกว่าหัวเรือ มีกระทงที่นั่งของฝีพายตามความต้องการ ตามที่จัดแบ่งขนาดของเรือคือ ขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่ ๕๐ ฝีพาย กลางลำขันชะเนาะไม้ไผ่ทั้งลำ เพื่อให้ตัวเรือแข็งแรงขึ้น ปัจจุบันการแข่งเรือเป็นที่นิยมฟื้นฟูเกือบทุกภาคของประเทศไทย และได้เข้าแข่งขันในต่างประเทศเป็นประจำทุกปี เรียกทีมเรือแข่งนานาชาติ  การขุดเรือยาวสมัยก่อนชาวบ้านจะร่วมมือร่วมใจกันขุดที่วัด ใช้ชื่อวัดเป็นชื่อเรือ หรือชื่อคณะที่ส่งเข้าแข่งขัน เพื่อความเป็นสิริมงคล และสมัยก่อนการฝึกซ้อมเรือก็ดี การแข่งขันระหว่างตำบลหมู่บ้านก็ดี เป็นการสร้างความสามัคคีของหมู่คณะและถือว่าเป็นงานสนุกสนานประจำปีอีกด้วย  การเดินทัพทางเรือสมัยโบราณก็ใช้การฝึกซ้อมฝีพายของทหาร  ซึ่งยามปกติก็เป็นชาวบ้าน ยามศึกสงครามก็เรียกมาเป็นทหารรับใช้ชาติ
   ออกนอกเรื่องไปมากถือว่าเป็น รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่า แบกหาม  ก็แล้วกัน มีเรื่อใดเกี่ยวก็จะนำมากล่าวด้วย อย่าเพิ่งเบื่อ
   เรือศรีสุริโยทัย อยู่ในช่วงโด่งดัง ทุกสนามอยากได้ไปร่วมงาน เรือดีไม่มีล้ม ต้มคนดู แฟนคลับมาก มุมน้ำเงินเยอะ  ผู้จัดการ พูดคำไหนคำนั้น  ฝีพายมีระเบียบวินัย บอกกินเป็นกิน นอนเป็นนอน    ( ตอนหลังๆเหลือแต่หมอน ของบางคนนะครับ)

จบตอนที่๔
   


บันทึกการเข้า
3G
แฟนเรือ
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 12


« ตอบ #11 เมื่อ: ต.ค. 16, 2008, 04:09:34 »

ไม่ได้เข้ามาในเว็ป นานมากแล้ว เพราะงานค่อนข้างยุ่งและติดประชุมนอกเมือง(ไทย) มาเห็นเรื่องที่ครูยิ้มเขียนไว้ ลองทบทวนความหลังครั้งเด็กๆมีหลายเรื่องที่ น่าจะมาเล่าเสริมสู่กันฟังได้บ้าง  เรือวัดจุฬามณีนั้นเมื่อแรกเริ่มเดิมที่ท่านผู้เฒ่าเล่าให้ฟังว่ามี  ๓ ลำ ทั้ง ๓ ลำเป็นเรือที่ปลดระวางมาจากเรือพระราชพิธี มี เรือ กุ่มทองมณี  ศรีอยุธยา และสง่าเมือง (โดยความเห็นส่วนตัวชื่อเรือนี้คล้อง จอง ไพเราะและให้ความหมายผูกพันกับท้องถิ่นที่ดี เรือลำใหม่ๆของชาววัดจุฬาถ้าจะมีขึ้นในอนาคตน่าจะพิจารณาตั้งชื่อเรือแบบเก่านี้บ้างนะครับ)  กุ่มทองมณี ถูกขาย (ยืมหรือทอดผ้าป่า) ไปอยู่ทางแม่นํ้าน้อย เขตโพธิ์ทอง หรือวิเศษไชยชาญจำได้ไม่ชัดเจนและถูกเปลี่ยนชื่อไปด้วย  ผมไม่ทันเห็นเรือลำนี้(คุณเหยี่ยวลองช่วยสืบดูหน่อยนะ) ส่วนเรือศรีอยุธยานั้นผมทันเห็นลงนํ้าซ้อมและแข่งอยู่ สองสามครั้ง เรือจะสั้นกว่าศรีสุริโยทัย (ถ้าจำไม่ผิดท่านผู้เฒ่าเคยบอกว่าศรีสุริโยทัยเปลี่ยนชื่อมาจาก สง่าเมือง คุณ ซา อุดรช่วย ยืนยันด้วยครับ หรือ ครูยิ้มลองถาม ลุงถวิล ดูอีกทีก็ได้ส่วนเรือศรีอยุธยานั้นไม่เคยเปลี่ยนชื่อได้แต่เปลี่ยนตัวเรือในยุคต่อมา)   ในตอนนั้นเรือศรีอยุธยาชำรุดมากแล้วเวลาแข่งต้อง วิดนํ้ากันอยู่ตลอด เรือลำนี้ถูกยืม และ หายสาบสูญไป น่าจะเกือบ ๓๐ ปีแล้ว เมื่อซักประมาณ ๑๐ ปีที่แล้วเคยเห็นในทีวี ใช้เป็นเรือแห่พระตอนออกพรรษาอยู่ทางฝั่งธน ไม่ทราบชัดเจนว่าวัดไหน ชุมชนไหน ตั้งแต่นั้นไม่เห็นอีกเลย
       สมัยนั้นนั้นเรือศรีสุริโยทัยและศรีอยุธยา จะเป็นสีดำและเขียนลายกนกทั้งหัวท้าย  เรือสมัยนั้นมีหลายลำที่เขียนลายหัวท้าย เท่าที่จำได้ มี แม่สวยทอง ดาวลอย เข็มทองเมืองสุพรรณ และเรือมะนาวกลิ้งก็เคยเขียนลายอยู่หลายปี
     ประมาณปี ๒๕๐๘ หรือ๒๕๐๙ จำได้ไม่ชัดเจนตอนนั้นยังเด็กอยู่มาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพร้อมทุกๆพระองค์เสด็จชลมารคจากพระราชวังบางปะอินไปทอดผ้าพระกฐินที่วัดเจ้าเจ็ด อำเภอเสนา ทางราชการและทุกหมู่บ้าน ที่อยู่ริมนํ้าตัดแต่งกิ่งไม้ ตั้งโต๊ะหมู่บูชาหน้าบ้านแทบจะทุกบ้านเพื่อรอรับเสด็จ  ตามหมายกำหนดการเที่ยวกลับจะเสด็จเข้ามาทางคลองบางบาลด้านวัดบางปลาหมอวัดสีกุก (แม่นํ้าเจ้าพระยาเดิม) มาออกทางปากคลองท้ายวัดจุฬา ชาวบ้านริมแม่นํ้าตื่นเต้นกันมาก และตั้งโต๊ะบูชา และประดับธงกันทุกบ้าน (ผมจำได้แม่นยำเพราะต้นชมพู่ริมนํ้าหน้าบ้านถูกตัดกิ่งออกไปหลายกิ่งทั้งที่มีลูกดกเต็มต้น) แต่ก็งดไปเพราะกว่าจะเสร็จพระราชพิธีที่วัดเจ้าเจ็ดก็ คํ่าแล้ว
    หน่วยราชการและสถานศึกษาเตรียมตัวรับเสด็จกันอย่างพร้อมเพรียง โรงเรียนฝึกหัดครูพระนครศรีอยูธยา(เปลี่ยนชื่อเป็น วิทยาลัยครู จนมาเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฎฯในปัจจุบัน) ได้มาขอยืมเรือศรีสุริโยทัย ไปแต่งเป็นเรือพระที่นั่งสุพรรณหงษ์ นักเรียนฝึกหัดครูแต่งตัวสวยงามเหมือนฝีพายเรือพระราชพิธี ไปรับเสด็จหน้าพระที่นั่งที่วัดเจ้าเจ็ดด้วย  ส่วนเรืออีกลำคือมะนาวกลิ้งถูกโรงเรียนพาณิชยการวาสุกรี ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตอยุธยาวาสุกรี นำมาประดับผูกผ้าสวยงามพร้อมฝีพายที่เป็นนักเรียนผู้หญิงแต่งชุดไทยไปพายหน้าพระที่นั่งที่วัดเจ้าเจ็ดเช่นกัน  ตอนนั้นผมแปลกใจมาก ว่าเรือยาวให้ผู้หญิงลงไปนั่งได้ด้วยหรือ เพราะจากคำบอกกล่าวและความเชื่อสมัยนั้นจะไม่อนุญาตให้ผู้หญิงลงเรือเป็นอันขาดเหมือนกับห้ามผู้หญิงขึ้นเวทีมวย  (ใครมีความรู้เรื่องความเชื่อนี้ช่วยมาเสริมหน่อยก็ดีนะครับ)
   ครั้งนั้นชาวบ้านในอยุธยาใช้เรือเป็นพาหนะไปรับเสด็จ กันแน่นแม่นํ้า ผมได้มีโอกาสไปรับเสด็จที่วัดเจ้าเจ็ดด้วยโดยไปทางเรือกับพ่อ (พ่อเป็นปลัดอำเภอและรักษาการนายอำเภอบางบาลผมจึงพอจะรู้เรื่องมากหน่อย)  ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีโอกาสได้เห็นได้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถและเจ้าฟ้าทุกรพระองค์ และเป็นที่ประทับใจในพระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณ อยู่ในความทรงจำจนทุกวันนี้
บันทึกการเข้า
เหยี่ยวฟ้า มหาชน
แพรทอง
นายท้าย
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,061



« ตอบ #12 เมื่อ: ต.ค. 16, 2008, 05:12:09 »

ขอบคุณ คุณ 3G ที่ช่วยเพิ่มเติมข้อมูล เรือศรีฯ
เรือเข็มทองเมืองสุพรรณ ยังเหลือร่องรอยเขียนลายกนกให้เห็น ผมไปเห็นเรือลำนี้มาแล้วที่สุพรรณ
(ขอไปค้นหาภาพเก่าๆ มาประกอบ)
บันทึกการเข้า

คนแบกเป้
แฟนคลับ
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 185

คนบ้า ใช่ว่าบ้าที่ความคิด


« ตอบ #13 เมื่อ: ต.ค. 16, 2008, 05:30:41 »

บันทึกการเข้า

คนซาอุดร
แฟนคลับ
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 126


« ตอบ #14 เมื่อ: ต.ค. 16, 2008, 21:30:33 »

  อ่านเรื่องของคุณ3k แล้วภาพที่ถูกลบทิ้งไปนานแล้ว กลับเลือนลางขึ้นมาในความนึกคิด ภาพการรอรับเสด็จ การนำเรือศรีสุริโยทัยไปแต่งเป็นเรือสุพรรณหงษ์ เริ่มเจ่มชัดขึ้น ภาพเรือยาวสมัยก่อนที่มีการตบแต่งมีรูปทรงหลากหลาย เป็นที่ประทับใจ เช่น เรือกาไว จะมีมธงใหญ่ฯที่ปลายหัวเรือ แล้วดึงโค้งมาข้างหลัง(บรรยายไม่ถูก) เช่นเดียวกับเรือหงษ์ทองวัดกอไผ่ เรือแว่นแก้วก็อีกแบบหนึ่ง เรือธงแห่ หัวจะยาวเขาเรียกหัวเสือกสวยไปอีกแบบหนึ่งแต่ธงแห่เป็นเรือเล็กที่วิ่งมากสูสีกับเรือใหญ่ เรือแต่ละลำจะมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง
บันทึกการเข้า
++ นักรบกรุงศรี ++
ต้นทุ่น
ฅ.เรือ
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 912


« ตอบ #15 เมื่อ: ต.ค. 17, 2008, 04:36:43 »

*** .... กระทู้สร้างสรรค์ แบบนี้ ต้องร่วมกันต่อยอด และเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ ครับผม ....โปรดติดตาม " เรื่องเล่า ...เช้านี้ ศรียุดยา - ศรีโยทัย " ..... ตอนต่อไป ... ตอนที่ ๕ โดย ...ครูยิ้ม ได้ เร็วๆ นี้ แน่นอน ...โปรแกรมหน้า ...ฉายรับวันลอยกระทง .... Coming Soon !!!!!! ***  ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 4 ... 25   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.16 | SMF © 2006-2008, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!