สยามนาวา - วัฒนธรรมแห่งสายน้ำ เรือยาวประเพณีไทย
ส.ค. 20, 2019, 19:11:02 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:  
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 [2] 3 4 5 ... 25   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ศรีอยุธยา-ศรีสุริโยทัย  (อ่าน 111499 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ครูยิ้ม
แพรทอง
ฅ.เรือ
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 206


« ตอบ #16 เมื่อ: ต.ค. 17, 2008, 09:07:54 »

พูดถึงการเสียท้าย เมื่อวันก่อนไปดูแข่งเรือยาวออกพรรษา ที่วัดป่าโมกข์ (แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ จัดทุกปีไม่มีเสาร์ อาทิตย์)รอบรองชนะเลิศ เที่ยวที่สอง ศรีอยุธยาสายน้ำตะวันออก (แดง)ศรสุวรรณ สายน้ำตะวันตก(น้ำเงิน)เป็นฝั่งที่ได้เปรียบสายน้ำช่วงครึ่งสนามหลัง  การปล่อยเรือค่อนข้างยาก เพราะฝั่งตะวันออก น้ำตีเข้าหาทุ่น แต่เมื่อออกเรือมาแล้วจะได้เปรียบสายน้ำแต่จะปัดเข้าหาตะวันตก ใครออกมาได้มัก        ได้เปรียบถ้าฝีมือสูสี  ศรีอยุธยาออกมาได้เปรียบ ฝีพายบินมา เต็มกำลัง  เมื่อเข้าสายน้ำอับด้วยเหตุผลกลไดไม่ทราบ เป็นเหตุให้เสียท้าย ฝีพายต้องผ่อนเพื่อปรับทิศทาง เลยต้องมีเที่ยวที่สาม(เที่ยวแลก อยู่สายตะวันตก ชนะไปหนึ่งเที่ยว)ไปตามระเบียบ ผมอยู่แถวๆปลายสนาม มีบางเสียงบอกว่า วางแผนมาออมกำลัง เพราะต้องมีเที่ยวที่สาม เที่ยวสามศรีอยุธยาอยู่ฝั่งตะวันออกอีก คราวนี้ไม่เสียท้าย แต่ก็แพ้ไป    ตามระเบียบ(แย่แล้วพายมา ๗ เที่ยว)
   ที่น่าเห็นใจก็ตรงที่ฝีพาย ต้องพายทั้งศรีอยุธยาและศรีสุริโยทัย  แต่ก็ทำได้ดีมากๆ จนผู้ชมใกล้ๆผม เคยเป็นฝีพายเก่าลำอื่น ฝากชมมาด้วยความจริงใจ  จริงๆทั้งสามเที่ยว ศรีอยุธยาไม่ได้พายกับฝีพายศรสุวรรณเลย แต่พายกับลูกประดู่ ใครๆก็รู้ แต่เป็นไปตาม      วิถีทาง ประดู่ทอง ต้องชนะ เพื่อครองถ้วยพระราชทานเป็นปีที่สาม ไม่มีใครว่า แต่ยกย่องฝีพายเรือศรีฯ ว่าท่านเยี่ยมยอดจริงๆ เป็นขวัญใจคนทั้งสนาม
บันทึกการเข้า
ครูยิ้ม
แพรทอง
ฅ.เรือ
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 206


« ตอบ #17 เมื่อ: ต.ค. 19, 2008, 04:08:24 »

เรือศรีอยุธยา-ศรีสุริโยทัย(๔)
             
             ขอบคุณคนแบกเป้ มีอีกไหม นำมาลงอีก คุณแคทฯ หายไปไหน ช่วยด้วยครับ

   การแข่งขันเรือพาย  นับว่าเป็นกีฬาตามประเพณี  มักจัดในงานไหว้วัดหลังออกพรรษา ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีหลายวัด ทั้งที่มีเรือยาวและไม่มี  บางที่ใช้เรือพื้นบ้านประเภทเรือ อีโปง(เก็บดอกโสน) เรือหมู เรือมาด เรือบด เรือสำปั้นเพรียว (เรือพระบิณฑบาต) ที่จำได้ แม่น้ำเจ้าพระยา ที่วัดป่าโมกข์ อ่างทอง วัดนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นสนามแข่งขันที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้ อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่าสมัย ร.๒ และมีติดต่อมาถึงปัจจุบัน คือ  แรม ๑  ค่ำเดือน ๑๑  วัดจุฬามณี แรม ๒ ค่ำ แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว เหลือแต่ความทรงจำและเรือดัง  สองศรีฯ พี่น้อง ของพวกเราปัจจุบัน แม่น้ำป่าสักแถวอำเภอนครหลวง ก็วัดเรือแข่ง ตอนนั้นยังเด็ก  จำความได้ว่าใช้เรือชะล่า     ลุ่มน้ำน้อย  วัดเสากระโดงทอง เสนา ไหว้หลวงพ่อพุทธเกสร  ใช้เรือพายม้า เรือบด ที่นี่มีประกวดเรือสวยงาม  ผู้หญิงใส่เสื้อคอกลมแขนกระบอก นุ่งซิ่น สวมงอบ  มีนายท้ายเป็นชาย ใช้พายเล็กเรียว สวยงามมาก วัดสี่ร้อย   วัดไทรยืด วิเศษชัยชาญ  อีกหลายวัดแถวโพธิ์ทองและสุพรรณ    ( ใครอยากทราบเรื่องเรือ ขอให้ไปดูที่หนังสือเรือไทย ของอาจารย์ไพฑูรย์  ขาวมาลา ) เรื่องไหว้วัด คุณสมชายช่วยผมด้วยครับ
   เรือยาว( เรือแข่ง ) อาจารย์ไพฑูรย์  ผู้เชี่ยวชาญการต่อเรือ พิพิธภัณฑ์เรือไทย อธิบายว่า เป็นเรือขุดด้วยไม้ซุงทั้งต้น โดยเลือกจากไม้ตะเคียนลำต้นตรง ไม่มีตาหรือรูรอยแตกร้าว โขนหัวท้ายใช้ไม้ต่อให้งอนสวยงาม ท้ายเรือจะงอนมากกว่าหัวเรือ มีกระทงที่นั่งของฝีพายตามความต้องการ ตามที่จัดแบ่งขนาดของเรือคือ ขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่ ๕๐ ฝีพาย กลางลำขันชะเนาะไม้ไผ่ทั้งลำ เพื่อให้ตัวเรือแข็งแรงขึ้น ปัจจุบันการแข่งเรือเป็นที่นิยมฟื้นฟูเกือบทุกภาคของประเทศไทย และได้เข้าแข่งขันในต่างประเทศเป็นประจำทุกปี เรียกทีมเรือแข่งนานาชาติ  การขุดเรือยาวสมัยก่อนชาวบ้านจะร่วมมือร่วมใจกันขุดที่วัด ใช้ชื่อวัดเป็นชื่อเรือ หรือชื่อคณะที่ส่งเข้าแข่งขัน เพื่อความเป็นสิริมงคล และสมัยก่อนการฝึกซ้อมเรือก็ดี การแข่งขันระหว่างตำบลหมู่บ้านก็ดี เป็นการสร้างความสามัคคีของหมู่คณะและถือว่าเป็นงานสนุกสนานประจำปีอีกด้วย  การเดินทัพทางเรือสมัยโบราณก็ใช้การฝึกซ้อมฝีพายของทหาร  ซึ่งยามปกติก็เป็นชาวบ้าน ยามศึกสงครามก็เรียกมาเป็นทหารรับใช้ชาติ
   ออกนอกเรื่องไปมากถือว่าเป็น รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่า แบกหาม  ก็แล้วกัน มีเรื่องใดเกี่ยวก็จะนำมากล่าวด้วย อย่าเพิ่งเบื่อ
   เรือศรีสุริโยทัย อยู่ในช่วงโด่งดัง ทุกสนามอยากได้ไปร่วมงาน เรือดีไม่มีล้ม ต้มคนดู แฟนคลับมาก มุมน้ำเงินเยอะ  ผู้จัดการ พูดคำไหนคำนั้น  ฝีพายมีระเบียบวินัย บอกกินเป็นกิน นอนเป็นนอน    ( ตอนหลังๆเหลือแต่หมอน ของบางคนนะครับ)

จบตอนที่๔
   ของคุณ ๓ จี ขอเวลาหน่อย ขอบคุณ
บันทึกการเข้า
cat_phitsanulok
แพรทอง
นายท้าย
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,534


« ตอบ #18 เมื่อ: ต.ค. 19, 2008, 06:02:05 »

ติดตามกระทู้ตลอดครับครูยิ้ม กำลังดูว่าจะเริ่มอย่างไรก่อนดี ไม่ทราบว่าเน็ทที่บ้านครูยิ้มเร็วพอหรือป่าวครับ บางกระทู้จะโพสต์คลิปวิดิโอเสริมขึ้นไปด้วย คลิปที่มีเกี่ยวกับเรือศรีทั้ง2ลำคือ เก่าสุดจะเป็นการแข่งขันหน้าโรงแรมรอยัลออคิดเชอราตันเมื่อปี พ.ศ.2527 เรือศรีทั้ง 2 ลำกำลังรุ่งโรจน์ คลิปปี 2529 สนามวัดกษัตริย์ตราธิราช เดิมพันคู่พิเศษระหว่างศรีอยุธยากับพรพระเทพ(แข่งเที่ยวเดียว) คลิปปี 2529 สนามศูนย์ศิลปาชิพบางไทร ชิงแชมป์ประเทศไทยครั้งที่1ระหว่างศรีอยุธยากับเจ้าแม่ตาปี คลิปปี2531 สะพานพระราม9 ศรีสุริโยทัยพบศรสุวรรณ คลิปปี2531 สนามสิงห์บุรี ชิงชนะเลิศศรีสุริโยทัยกับศรสุวรรณ คลิปปี2535 ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ศรีอยุธยาชิงที่3กับพญาพิษณุโลก ส่วนคลิปที่ยังตามหาอยู่คือศรีอยุธยายุคร้อนแรงปี 2528 ปีนี้จะมีเป็นภาพข่าวจากหนังสือพิมพ์หลายสนามครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พ.ค. 01, 2009, 12:55:15 โดย cat_phitsanulok » บันทึกการเข้า
cat_phitsanulok
แพรทอง
นายท้าย
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,534


« ตอบ #19 เมื่อ: ต.ค. 19, 2008, 06:23:41 »

เมื่องานแข่งเรือนครสวรรค์ที่ผ่านมาคนคอนหวันได้ชวนไปดูภาพถ่ายหมู่ฝีพายเก่าของหงษ์ที่รูปภาพยังชัดเจน ซึ่งพี่คนกรุงเก่าเล่าให้ฟังว่า พ.ศ.2515 ที่วัดเกาะหงษ์มีการสร้างหนังที่เกี่ยวกับการแข่งขันเรือยาว และมีฉากอลังการณ์ของการแข่งขันระหว่างเรือหงษ์ทองกับเรือไกรทอง ซึ่งยิ่งใหญ่ติดตาคนดูสมัยนั้นมาก หนังเรื่องนั้นชื่อ"แควเสือ"นำแสดงโดย ครรชิต ขวัญประชา, สุทิศา พัฒนุช ,ชนะ ศรีอุบล,เมตตา รุ่งรัตน์,รัตนาภรณ์ อินทรกำแหงและพิมพา น่านรำไพ กำกับโดยประวิทย์ ลีลาไว ผมสนใจเรื่องราวมากจึงได้ลองค้นหาหนังเรื่องนี้ดูกับหนังเก่าที่มีขายในเมืองไทย เขาบอกว่าฟิล์มหรือต้นฉบับในเมืองไทยไม่น่ามีแล้ว เพราะเคยเหตุการณ์ไฟไหม้ฟิล์มเก่าในหอเก็บหนังเก่าถึง 2 ครั้ง ถ้าจะสืบค้นจริงอาจจะมีในต่างประเทศแต่ยากมาก ผมติดต่อจนได้เบอร์โทรพระเอกครรชิต ขวัญประชา ซึ่งปัจจุบันอายุ 70 กว่าปีแล้ว แต่ยังไม่ได้โทรคุย เผื่อจะมีข้อมูลหรือรูปภาพบ้าง อยากเห็นความยิ่งใหญ่ของการแข่งเรือในสมัยนั้นจริงๆ เดี๋ยวจะนำเรื่องราวมาเปิดกระทู้ก่อน ผมยังมีภาพถ่ายที่ชัดเจนของฝีพายเรือศรทองปี 2526 ที่เดิมพันนัดประวัติศาสตร์ 30ล้านวัดเกาะหงษ์กับหงษ์ทองรวมทั้งภาพการแข่งขันและเรื่องราวด้วย แต่ยังไม่รู้ว่าจะลงกระทู้อย่างไรดี
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พ.ค. 01, 2009, 12:55:44 โดย cat_phitsanulok » บันทึกการเข้า
cat_phitsanulok
แพรทอง
นายท้าย
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,534


« ตอบ #20 เมื่อ: ต.ค. 19, 2008, 06:31:49 »

สำหรับภาพถ่ายดาวเทียมตำแหน่งทิศทางการนำเรือไปแข่งขันสนามต่างๆในสมัยก่อน ครูยิ้มเกริ่นมาก่อนได้เลยเดี๋ยวผมทำภาพประกอบช่วยครับ มีคนแนะนำให้ไปหาลุงคนหนึ่งเหมือนกัน เมื่อก่อนแกจะลากเรือบันเทิงทัพนาวา ของกองทัพภาคที่3 มาแข่งถึงศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ในช่วงตั้งแต่ปี พ.ศ.2531 เป็นต้นมา ประเภทต้องนอนค้างอ้างแรมหลายวัน คำไหนนอนนั่น มุ้งหมอนที่นอนเสื่อ หม้อหุงข้าวพร้อมในเรือ แวะขึ้นบกที่ไหนก็จีบสาวที่นั่น ถ้ามีเวลาจะเข้าไปคุยกับแกดู อย่างไรครูยิ้มเล่าเรื่องราวไปก่อนได้เลยครับแล้วผมจะเสริมภาพดาวเทียมทางน้ำให้ครับผม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พ.ค. 01, 2009, 12:56:20 โดย cat_phitsanulok » บันทึกการเข้า
ครูยิ้ม
แพรทอง
ฅ.เรือ
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 206


« ตอบ #21 เมื่อ: ต.ค. 22, 2008, 08:28:31 »

                             
*** พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์
บดินทรเทพย มหามงกุฎ บุรุศยรัตนราชรวิวงษ วรุฒพงษบริพัฒน
วรขัติยราชนิกโรดม  จาตุรันตบรม มหาจักรพรรดิราชสังกาศ
 บรมธรรมมิกมหาชาธิราช บรมนารถบพิตร ***


ร้อยกรอง ...ถวายบังคมพระบรมรูป
๒๓ ตุลาคม

       
...จารึกลักษณ์สลักคำลำดับถ้อย         ประหนึ่งร้อยบุปผานานาสี
เป็นมาลัยสวยสดหมดราคี                          อัญชุลีน้อมมนัสสัตยา 
มโนแน่วนิ่งนึกระลึกถึง                              หวนคำนึงถึงอดีตหวีดผวา
วันสูญสิ้นจอมกษัติขัติยา                           เสียงครวญคร่ำร่ำหาด้วยอาลัย
   
         
 
                   
   โอ้ สมเด็จพระปิยะมหาราช             ทรงสามารถจัดระบบสบสมัย
                พระผู้พริกประวัติศาสตร์ให้ชาติไทย             ศิวิลัยซ์ก้าวหน้าสถาพร
                สร้างพระรูปทรงม้าสง่าสม                          เพื่อให้เป็นพระบรมราชานุสรณ์
                ต่อพระผู้กรุณาประชากร                            ดุจบิดรห่วงบุตรสุดดวงใจ
              พระองค์ทรงโปรดสั่งให้เลิกทาส       โดยเด็ดขาดจากแผ่นดินสิ้นเงื่อนไข               
                ทรงดำริตริตรองมองการณ์ไกล                    เหมาะสมัยในสถานกาลเวลา
                จึงเป็นบุญคุณใหญ่หลวงแก่ปวงราษฎร์           ประชาชาติแสนโสมนัสสา
                พระหยิบยื่นอิสระให้ประชา                         พระเมตตาแผ่ทั่วทั้งแผ่นดิน
              ถวิลวันพระสวรรคตแล้ว                   ดังโพธิ์แก้วกรีดกิ่งลงทิ้งสิ้น
                เหมือนร่มไทรใบหนามาพังภินท์                 เหมือนแผ่นดินสิ้นแสงสุริยัน
                อนิจจา โอ้องค์พระทรงเดช                        ดุจชนกปกเกศทั่วเขตขัณฑ์
                พระเมตตามากล้นพ้นรำพัน                        รำลึกมั่นพระเมตตาตราบฟ้าดิน
   

                                                                   ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ต.ค. 22, 2008, 11:58:21 โดย ++ นักรบกรุงศรี ++ » บันทึกการเข้า
ครูยิ้ม
แพรทอง
ฅ.เรือ
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 206


« ตอบ #22 เมื่อ: ต.ค. 22, 2008, 08:35:13 »

   ในวาระครบรอบร้อยปี ของการเสด็จสวรรคต ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ในนามของ สยามนาวา ขอนำบทร้อยกรองของคุณชลีย์ ชลารักษ์ ที่ประพันธ์ไว้ในนิตยสารรายเดือน  ฟ้าเมืองทอง ฉบับที่ ๑๙ เดือนตุลาคม ๒๕๒๐ มาสักการะ
          ตอนนี้ ขอเป็นตอนพิเศษ  แม้จะไม่เกี่ยวกับ ศรีอยุธยาและศรีสุริโยทัย โดยตรง แต่พระพุทธเจ้าหลวง(ร.๕) ก็เคยเสด็จแม่น้ำน้อย จากหัวเวียงมาพักแรมที่บ้านนายช้าง บ้านบางหลวง เขตอำเภอบางบาล ปัจจุบัน ทะลุออกแม่น้ำเจ้าพระยาที่ โผงเผง นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อชาวบางบาลเป็นล้นพ้น (ขอให้ไปอ่านหนังสือเสด็จประพาสต้น แล้วจะรู้ว่าสนุกแค่ไหนตอนที่เอากระจ่า ชิมแกงที่บ้านนายช้างหรือตอนที่ไปบ้านยายผึ้ง ที่แควอ้อม อัมพวา ผมไม่สามารถบรรยายได้ดีเท่ากับต้นฉบับ )
    พระพุทธเจ้าหลวง นับว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ไกล้ชิดกับประชานชนมากพระองค์หนึ่ง การเสด็จประพาสต้น เป็นการเสด็จทางน้ำ ที่ปลอมพระองค์เป็นสามัญชนไปในหลายท้องถิ่นในสยามประเทศ  ตรงนี้ขอพูดหน่อย  เดิมประเทศของเราชาวต่างประเทศรู้จักกันในนามประเทศสยาม ซึ่งหมายถึงเป็นที่อยู่ของคนหลายเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ แต่ส่วนใหญ่เป็นคนไทย มาเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทย สมัยจอมพล ป.ฯ พิบูลย์สงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี (ผู้เขียน แก้รัฐธรรมนูญอยากให้แก้ชื่อประเทศด้วย ให้เหมือนเดิม) 
   สมัยพระพุทธเจ้าหลวง ชาติตะวันตก ออกล่าอาณานิคม ชายแดนด้านตะวันออก ลาว เขมร เวียดนาม ฝรั่งเศสยึดครอง  ชายแดนด้านพม่า มาเลเซีย อังกฤษยึดครอง  ไอ้ที่เกี่ยวกับชาวเรืออย่างพวกเราก็คือการ แบ่งเขตแดน ไทย-ลาว ส่วนที่ใช้แม่น้ำโขง  ที่เรียนมาเขาบอกว่า ถ้าร่องน้ำลึกอยู่ฝั่งไทย ให้ใช้ร่องน้ำลึกเป็นเส้นแบ่งเขตแดน  ถ้าร่องน้ำลึกอยู่ฝั่งลาว ให้ใช้เส้นกึ่งกลางแม่น้ำเป็นเส้นแบ่งเขตแดน (จริงหรือไม่ ผู้รู้ตอบด้วย)
   ชาวเรือยาวริมโขง โปรดระวัง
   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ต.ค. 22, 2008, 14:06:32 โดย ++ นักรบกรุงศรี ++ » บันทึกการเข้า
cat_phitsanulok
แพรทอง
นายท้าย
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,534


« ตอบ #23 เมื่อ: ต.ค. 22, 2008, 10:03:55 »

วันที่ 23 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคต ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (วันปิยะมหาราช)ผมเคยนำเรื่องราวการเสด็จประพาสต้นของพระพุทธเจ้าหลวงมาโพสต์ในเว็บครั้งหนึ่งพร้อมภาพประกอบดาวเทียมลำน้ำที่พระองค์เสด็จในแถบจังหวัดนครสวรรค์ เห็นครูยิ้มนำบทร้อยกรองมาให้ชมเพื่อร่วมระลึกถึงพระมหากรุณาที่คุณผมขอนำภาพดาวเทียมมาประกอบร่วมเท่าที่พอจะมีข้อมูล ภาพนี้เป็นตำแหน่งจังหวัดที่ตั้งตามแนวลุ่มน้ำต่างๆครับ
บันทึกการเข้า
ครูยิ้ม
แพรทอง
ฅ.เรือ
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 206


« ตอบ #24 เมื่อ: ต.ค. 26, 2008, 07:46:09 »

เรือศรีอยุธยา-ศรีสุริโยทัย(๕)

   เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ที่ผมกล่าวว่า ร้อยปีเสด็จสวรรคตพระพุทธเจ้าหลวงนั้น  ผิด  ขออภัยเป็นอย่างยิ่ง ( พระราชสมภพ เมื่อวันอังคารที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ.๒๓๙๖  เสด็จสวรรคต วันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๓ )

ชายไทยสมัยอยุธยา  ต้องเป็นทหารทุกคนเมื่ออายุสิบแปดปี  ต้องสังกัดเจ้านายสำคัญคนต่างๆ  ดังนั้นเพื่อความอยู่รอด เพราะจะต้องมีสงครามและอาจได้เป็นเจ้านาย มีความสุขสบายในอาคต จึงต้องฝึกเพลงอาวุธ ต่อยมวย ว่ายน้ำและพายเรือ โดยเฉพาะว่ายน้ำพายเรือ เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนลุ่มเจ้าพระยา แถวๆ  อยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี สุพรรณ  น้ำหลากคราวใดจะท่วมทั่วถึงกันหมด  ขนาดพม่ายกมาตีกรุงฯ ถึงฤดูน้ำหลาก ต้องรีบถอยทัพกลับแทบทุกครั้ง  ( อยากให้อ่านสี่แผ่นดิน ของท่านคึกฤทธิ์  จะได้บรรยากาศท้องทุ่งเมื่อยามน้ำหลาก หรือทุ่งภูเขาทอง ของคุณปราโมช ทัศนาสุวรรณ ใน อ.ส.ท )
   ขอย้อนกลับไปสมัยพายเรือไหว้วัด กินข้าวห่อ (ขอมาจากชาวบ้านจริงๆ) ใกล้ๆวัดจุฬาฯเข้าไปในคลองบางบาล  สักหนึ่งกิโลเมตร มีวัดอยู่สองวัด อยู่ฝั่งตรงข้ามกัน ชื่อวัดปราสาททอง มีหลวงพ่อศิลานาเวง พุทธลักษณะสวยงาม ผู้คนเคารพนับถือมาก อยากได้อะไร ต้องบนด้วย พลุ  วัดถัดไปคือวัดโบสถ์  วัดนี้มีเรือยาว ชื่อ มะนาวกลิ้ง เป็นเรือดัง ซื้อมากจากวัดมะนาวที่สุพรรณ (คุณสมชายเคยกล่าวไว้ ในไทยลองโบท)  ผมจะกล่าวตามที่ทราบโดยย่อ  กำนันเผื่อน ทรัพย์มูล กำนันตำบลบางบาลสมัยนั้นและนายดำ ไม่ทราบนามสกุล ซื้อมา แล้วให้ชาวบ้านกระเดื่องพาย(อยู่ในท้องที่ตำบลบางบาล)  มีม้าฬ่อ ( เป็นเครื่องตนตรีจีน เวลาตีดัง พ่างๆ ) ติดมากับเรือ เวลาพาย ใช้ให้จังหวะ  ภายหลังชำรุดจึงนำไปหล่อพระ และใช้โหม่งให้จังหวะแทน เรือจึงไม่วิ่งเหมือนเดิม และมักมีอาถรรพ์ คนในเรือทะเลาะเบาแว้งกันหรือบางครั้งก็เกิดเรื่องเลิกเล่นไปก่อนหมดฤดู
   ที่นำมากล่าวก็เพราะว่าเมื่อถึงฤดูน้ำ เรือทั้งสองจะลงแข่งขัน ต่างคนต่างซ้อม  มะนาวฯช้อมในคลอง บางบาล  ศรีโยฯซ้อมแม่น้ำเจ้าพระยา (ใต้วัดจุฬาฯ มีคลองแยกเรียกคลองบางบาล ออกแม่น้ำน้อยที่สีกุก) บางวันศรีโยฯเข้าไปเยี่ยม บางวัน มะนาวฯ ก็ออกมาเยี่ยม  พลัดกันแพ้ชนะเสมอๆ  อีกวัดหนึ่งอยู่เหนือน้ำขึ้นไปสัก สองกิโลชื่อ วัดโคกหิรัญ มีเรือชื่อแม่พวงมาลัย เป็นเรือสามสิบฝีพาย ลำนี้ก็ซ้อมกันบ่อยแต่ไม่ค่อยมีปัญหา ไม่เหมือน    มะนาวกลิ้ง พอถึงฤดู ฯ  คนบ้านกระเดื่อง ก็มักจะไม่ลงรอยกับคนบ้านกุ่ม เพราะถือเรือของตน เป็นอย่างนี้ตลอดมา จนมะนาวกลิ้งเลิกเล่นไป และ  ฝีพาย ก็เลยมาพายศรีโยฯบ้าง
   การแข่งขันไม่มีฝั่งน้ำเงินหรือแดง มีแต่ฝั่งตะวันตกหรือตะวันออก  ไม่แบ่งสาย จับสลากแข่งกันไปเรื่อยๆ จนได้ชิงชนะเลิศ  สมัยนั้นการซ่อมและตกแต่งเรือไม่ได้ทำบ่อยๆหรือแทบไม่ทำเลย เรืออยู่ในสภาพดั้งเดิม ถึงปีก็ตอกหมัน ยาเรือ  ลงน้ำมันยาง  ซ้อมบ้าง ไม่ซ้อมบ้าง บางงานพายไปรับฝีพายไป   ถึงวัดก็พอดีลำ  เรือศรีสุริโยทัย ก็ยัง ไม่โด่งดังเท่า มณีนพวรรณ  ดาวเรืองรัศมี (เรือขวาน) และ ดาวลอย   
   ขอบคุณ คุณแคท มาก จากภาพประกอบเสด็จประพาสต้น มีอีกไหม คุณแคท คุณเหยี่ยวกรุณาด้วยหาภาพสวยๆ   มณีนพวรรณ ดาวเรืองรัศมี มะนาวกลิ้ง ดาวลอย ฯ พร้อมประวัติย่อๆลงประกอบด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง

จบตอนที่ ๕         


บันทึกการเข้า
เหยี่ยวฟ้า มหาชน
แพรทอง
นายท้าย
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,061



« ตอบ #25 เมื่อ: ต.ค. 26, 2008, 09:29:12 »

ภาพประกอบครับ ครูยิ้ม
มณีนพวรรณ อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง (ลุ่มน้ำน้อย) เป็นเรือที่โด่งดังมาก่อนฯ ยุคของเรือ ศรีสุริโยทัย











บันทึกการเข้า

เหยี่ยวฟ้า มหาชน
แพรทอง
นายท้าย
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,061



« ตอบ #26 เมื่อ: ต.ค. 26, 2008, 09:41:49 »

เรือดาวเรืองรัศมี (เรือขวาน) อ.เมือง จ.อ่างทอง (ลุ่มน้ำเจ้าพระยา)









บันทึกการเข้า

ครูยิ้ม
แพรทอง
ฅ.เรือ
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 206


« ตอบ #27 เมื่อ: พ.ย. 02, 2008, 09:06:25 »

เรือศรีอยุธยา-ศรีสุริโยทัย(๖)

   ขอบคุณ คุณเหยี่ยวที่กรุณาลงรูประกอบ  เห็นชื่อเรือขวาน แล้วนึกถึงเยาวชนรุ่นหลัง แถววัดนก ได้สืบทอดศิลปะการตอกลายไว้บ้างหรือเปล่า โดยปกติจะตอกบนกระดาษสี ครั้งละหลายๆแผ่นทับซ้อนกัน ใช้ประดับสถานที่ในวัด เวลามีงานสำคัญ เช่นทอดกฐิน     เทศมหาชาติ รวดลายแล้วแต่ความสามารถของช่างแต่ละคน ส่วนใหญ่จะสอดคล้องกับงานนั้นๆ  นี่เป็นภูมิปัญญาที่ควรสืบทอด และหากต่อยอดจะเป็นรายได้เสริมที่มีอนาคต   ส่วนลายที่ตอกเป็นซื่อเรือบนแผ่นทอง(เหลืองหรือแดง ไม่ทราบ)  เห็นแล้วขนรุก นี่ คงเป็นตำนาน ทั้งชื่อเสียง และเกียรติยศไปแล้ว  อนิจจัง

    ความยาวของสนามแข่งขัน แล้วแต่สภาพของท้องน้ำ   ทุ่นกลางสนามห่างๆ เป็นทุ่นลอยน้ำ ปลายสนามมีเสาเร็งสำหรับกรรมการตัดสิน  การแข่งขันเป็นธรรมดาที่ต้องการความได้เปรียบ เพื่อชัยชนะ เวลาปล่อยเรือจึงเป็นเรื่องยากสำหรับกรรมการ  ภายหลังจึงให้เรือเกาะทุ่นให้นิ่ง แล้วให้สัญญาณปล่อยด้วยการยิงปืนหนึ่งนัด ถ้าสองนัด ถือว่าลำใดลำหนึ่งผิดกฏิกา หยุดการแข่งขัน เหมือนๆปัจจุบัน การแข่งขันมักมีอุปสรรคเสมอๆ เช่นทุ่นลอย เรือโยงมา ผักตบชวาลอยขวางทางน้ำ ผู้ชมพายเรือ ขับเรือข้ามไปมา ตัดสนาม
                แต่ที่สนุกคลุกเคล้าด้วยกลโกง ก็ตอนออกจากทุ่นมาแล้ว บางลำเห็นว่าเสียเปรียบก็จะ  ซบเรือ เข้าหาคู่แข่งขัน ให้เสียท้าย แล้วพายหนี หรือซบทำให้เที่ยวนั้นไม่มีการตัดสิน บางครั้งถึงกับฝีพาย ยกพายตีคู่ต่อสู้ ทำให้เกิดเรื่องยาวต่อมาก็มี แต่ส่วนใหญ่มักทำให้เสียท้าย หรือไม่ก็ใช้พายแหย่ ให้นายท้ายคู่แข่งขันร่วงน้ำ บางครั้งเสมอกัน ต้องจับสลาก สายน้ำใหม่ ก็มีเทคนิคการโกงอีก เช่นใช้เข็มแทงลูกปิงปองเป็นสัญลักษณ์  การพนันขันต่อ   มีอยู่ทั่วไปทุกสนาม  ศรีสุริโยทัย ก็ผ่านเหตุการณ์เหล่านี้มาเสมอๆ โดยเฉพาะสนามวัดป่าโมกข์  สมัยนั้นมักรู้กันในที ว่าใครมีเชิงอย่างไร  ผมว่า  นายท้ายเรือถือว่าเป็นคนสำคัญสูงสุดของการแข่งขันเรือยาว
                จริงอยู่ ทุกคนในเรือน่าจะมีความสำคัญเท่าเทียมกันตามหน้าที่   หัวเรือ มีหน้าที่ให้จังหวะการพาย  ฝีพาย ปฏิบัติตามด้วยความเข้มแข็ง  นายท้าย ถือท้ายให้เป็นไปตามทิศทางที่ต้องการ เพื่อชัยชนะ  แต่ถ้านายท้ายไม่เก่ง ก็อาจพาเรือออกนอกทิศทาง (เสียท้าย) มีผลต่อการแข่งขัน ถ้านายท้ายคดโกง ก็มีอีกหลายวิธีที่ทำให้เรือแพ้ได้ การแข่งขันมีอุปสรรคมากมายตามที่กล่าวแล้ว จะปล่อยแต่ละเที่ยวต้องใช้เวลา บางสนาม ช้ามากทำให้ผู้ชมเบื่อหรือการแข่งขันยืดเยื้อ พลบค่ำ ยากแก่การตัดสิน เทคโนโลยี่ไม่มีเหมือนปัจจุบัน   
                การพายฉาบสนาม นับว่าเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งนี้ก็เพราะว่าแต่ละฝั่งมีสายน้ำที่แตกต่างกันตลอดความยาวของสนาม การพายฉาบสนาม หรือจะเรียกว่าเป็นการ วอร์มฝีพายและ วอร์มเรือด้วย ก็ได้  จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ต้องพายด้วยความเร็วเหมาะสม ไม่เร็วและช้าเกินไป เพื่อให้ คนหัวและนายท้าย สังเกตสายน้ำ ว่าตรงไหนน้ำส่ง ตรงไหนน้ำดูด ตรงไหนน้ำป่วนวน อาจทำให้เรือเสียท้าย และนายท้ายต้องหาจุดเร็ง เพื่อบังคับทิศทางเรือ    ให้เรือวิ่งไปตรงตามที่ต้องการและมีระยะทางดีที่สุด  ต้องฉาบสนามทั้งสองฝั่งสายน้ำ (ซ้าย ขวา)  คนหัวต้องเป็นผู้มีไหวพริบรอบรู้ ไม่พาย  เป็นผู้สั่งการและให้จังหวะการพาย
                ช่วงนี้ เรือเป็นลักษณะ เรือโขน  มีความแข็งแรงทนทาน

จบตอนที่ ๖
บันทึกการเข้า
sainumtrip
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #28 เมื่อ: พ.ย. 04, 2008, 03:46:25 »

       ถ้าพ่อผมจำไม่ผิดนะ พ่อบอกว่าแม่มณีนพวรรณ ก่อนจะขึ้นจอดถึงปัจจุบัน เคยพ่ายแก่ศรีสุริโยทัย แต่ที่พ่ายคงเนื่องจากแม่มณีฯบรรจุเต็มอัตราอยู่ที่ 46 ใบอะครับ ปัจุบันแม่มณีฯยังอยู่ในสภาพดีมาก(จากรูปพี่เหยี่ยวฯ) และย้อนหลังไปสัก > 5 ปีที่ผ่านมาแม่มณีได้ลงน้ำพายโชว์ที่แม่น้ำน้อยหน้าวัดสี่ร้อย (ที่แรกทางกรรมการจะให้แม่มณีฯพายกับเทวีนันทวรรณ ซื่งเป็นเรือของเสียนัน แต่ถูกยกเลิกเหลือเพียงแม่มณีฯลำเดียว)และพายโชว์ด้วยฝีพายกลุ่มแม่บ้านหมู่ 6 ต.สี่ร้อย(บ้านทำนบ) ภาพตอนนั้นยังติดตาผมอยู่เลยแม่ช่างงามระหงษ์สะเหลือเกิน ยามแม่ก้าวย่างอยู่ในท้องนที ที่ว่างามระหงษ์นี้จริงๆนะครับ อธิบายไม่ถูกครับและผมยังหวังอยู่ในใจครับว่า สักวันแม่มณีฯจะได้ออกมาแสดงความงามของแม่ในท้องนที อีกแน่นอนครับ
บันทึกการเข้า
ArMoo ชุมพร
มือที่ให้ สูงกว่ามือที่รับ
นายท้าย
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,634


ท่องเที่ยวและถ่ายภาพ


เว็บไซต์
« ตอบ #29 เมื่อ: พ.ย. 04, 2008, 06:04:21 »

ภาพประกอบครับ ครูยิ้ม
มณีนพวรรณ อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง (ลุ่มน้ำน้อย) เป็นเรือที่โด่งดังมาก่อนฯ ยุคของเรือ ศรีสุริโยทัย


ชมภาพแล้ว.. ตื่นตาตื่นใจมากครับพี่เหยี่ยว ขอบคุณ ครูยิ้ม พี่เหยี่ยว เพื่อนๆ สำหรับความรู้ ข้อมูลต่างๆ ครับ
บันทึกการเข้า

อยากได้ดีไม่ทำดีนั้นมีมาก  ดีแต่อยากหากไม่ทำน่าขำหนอ  อยากได้ดีต้องทำดีอย่ารีรอ   ดีแต่ขอรอแต่ดีไม่ดีเลย

> www.facebook.com/Siamnava
> ขั้นตอนสมัครสมาชิก Siamnana.com
ครูยิ้ม
แพรทอง
ฅ.เรือ
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 206


« ตอบ #30 เมื่อ: พ.ย. 09, 2008, 13:43:50 »

เรือศรีอยุธยา-ศรีสุริโยทัย(๗)

           ตอนมาแล้ว ยังไปไม่ถึงไหนเลย แวะตรงโน้นตรงนี้ไปเลื่อยๆ เรือศรีอยุธยา ช่วงนี้เป็นช่วงศรีอยุธยาลำดั้งเดิม ถูกเก็บไว้แต่ไม่ได้รักษาให้ดี จึงเป็นช่วงของศรีสุริโยทัย ลำเดิมหลังจากที่เปลี่ยนชื่อจากสง่าเมืองแล้ว(การเปลี่ยนชื่อ คนซาอุดร เคยกล่าวไว้ ในไทยลองโบท) ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยว ก่อนที่สายน้ำจะมีเจ้าของ  ลักษณะเรือโดยทั่วไปในลุ่มเจ้าพระยา เป็นเรือโขน
             จากภาพประกอบของคุณเหยี่ยว เรือดาวเรืองรัศมี มีโขนเรือสั้น(หัวเรือที่ต่อออกจากตัวเรือ) ซึ่งเป็นลักษณะของเรือสมัยนั้น ตัวเรือหนาบึกบึน ตลอดลำเรือมีไม้ไผ่ขัน เรียกว่า อกเรือ บางลำใช้ไม้จริงก็ได้ มีตอหม้อค้ำรับน้ำหนักเป็นระยะใต้กระทง(ที่นั่งฝีพาย)  ขอโทษผู้รู้ด้วยที่ต้องพูดตรงนี้เพื่อเสริมความเข้าใจให้บางท่าน  ทั้งนี้จะไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการ พายฉาบสนาม เป็นการ วอร์มเรือ วอร์มคน  การวอร์มคนหรือฝีพาย คงไม่ต้องเพิ่มเติม คิดว่าพอรู้แล้ว คนไทยมีวิธีการเตรียมความพร้อมออกมาในรูปต่างๆ เช่นมวยไทยใช้ การไหว้ครูก็เป็นส่วน หนึ่งของการเตรียมความพร้อม
             สมาชิกเรือศรีฯอย่าได้ตำหนิเลย เรือศรีฯปัจจุบันทั้งสองลำ มีอายุน้อยกว่าเรือขวานไม่น้อยกว่า สามสิบปี ที่ต้องใช้รูปเรือขวาน     ก็เพราะเรือขวาน ไม่เคยเสริมแต่งเลยนานมาก ผมเคยเห็นลงน้ำครั้งสุดท้ายเมื่อสี่สิบปีที่แล้วเป็นอย่างน้อย ทราบมาว่าชาวบ้านแถวนั้นไม่ยอมให้ใครแก้ไข มีคนบอกว่าช่างเก่าแช่งไว้ จึงไม่มีใครกล้าแตะต้องและเก็บรักษาไว้อย่างดี
             การพายฉาบสนาม ต้องพายไม่เร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคนหัว กระแสน้ำ สิ่งแวดล้อมแตกต่างกันในแต่ละสนาม  เคยบอกแล้วว่าจุดประสงค์ของการพายฉาบสนามคืออะไร
             คราวนี้ที่ว่าเป็นการวอร์มเรือ ก็เพราะว่าเรือมีความยาว ต้องใช้อกไม้ไผ่เสริมตัวเรือให้แข็งแรง พร้อมทั้งตีตอหม้อรับน้ำหนักผีพาย จะตีกี่ตัวเป็นเคล็ดของเรือแต่ละลำ เมื่อพายฉาบสนาม คนหัวและนายท้ายต้องสังเกตว่าเรือแข็งหรืออ่อน และเรือเดินหรือไม่เดิน  คนสำคัญอีกกลุ่มนึ่งก็คือ กลุ่มผู้ดูแลเรือบนฝั่ง จะต้องดูด้วยว่าเรือเดินปกติหรือไม่ แข็งไป อ่อนไป ขันอกแน่นหรือหลวม ต้องมาปรึกษากันอีก  บอกแล้วว่าต้องพาย ซ้าย-ขวา จะกี่เที่ยว ก็ต้องตรงนี้ด้วย   

จบตอนที่ ๗

บันทึกการเข้า
คนซาอุดร
แฟนคลับ
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 126


« ตอบ #31 เมื่อ: พ.ย. 10, 2008, 04:12:50 »

  ละเอียด สุดยอดน้อยนักที่จะหาผู้เล่าแบบนี้ครับ  ขอบคุณ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 5 ... 25   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.16 | SMF © 2006-2008, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!