สยามนาวา - วัฒนธรรมแห่งสายน้ำ เรือยาวประเพณีไทย
ธ.ค. 13, 2017, 06:26:19 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:  
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

Siamnva Live! การแข่งขันเรือยาวประเพณี on Facebbok


Facebook Siamnava
ขอบคุณจากใจ
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ** ประวัติการแข่งขันเรือยาว จังหวัดพิจิตร **  (อ่าน 10314 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
สยามนาวา
Administrator
แฟนคลับ
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 173

ยิ่งทำยิ่งได้ ยิ่งให้ยิ่งมี


เว็บไซต์
« เมื่อ: พ.ค. 27, 2009, 17:06:59 »

 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

    งานแข่งเรือยาวประเพณีจังหวัดพิจิตร

   ประวัติ / ความเป็นมา

          ประเพณีการแข่งเรือพายมีมาตั้งแต่อดีตกาล ของไทยนี้สืบได้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมักจัดกันในเดือน 11 และถือเป็นพระราชพิธีประจำเดือน มูลเหตุที่ถือเอาเดือน 11 เป็นเดือนที่ต้องแข่งเรือเพราะในเดือน 11 นั้นน้ำเหนือไหลบ่าลงมา จนกระทั่งคนสมัยก่อนเอ่ยขานเป็นคำกลอนจนติดปากว่า "เดือนสิบเอ็ดน้ำนอง เดือนสิบสองน้ำทรง" ทั้งนี้เพราะเดือน 11 น้ำท่วมเต็ม พอถึงเดือน 12 น้ำจะทรงตัวและค่อยๆ ลดลงตามลำดับ แต่ในสมัยปัจจุบันย่อมขึ้นอยู่กับธรรมชาติ ปีใดที่น้ำไม่ยอมลดลงในเดือน 12 ย่อมกระทบกระเทือนถึงการเก็บเกี่ยวข้าวในนาของประชาราษฎร์ ฉะนั้น เรื่องเกี่ยวกับน้ำนี้พระมหากษัตริย์ไทยในสมัยโบราณจึงถือเป็นพระราชพิธี ต้องกระทำ เรียกว่า "พิธีไล่น้ำ" (พิธีไล่น้ำเป็นพิธีของพราหมณ์กระทำในเดือน 11) ในฤดูน้ำท่วมนี้ประชาชนก็มีการแข่งเรือ ซึ่งถือเป็นกีฬาของไทยสมัยโบราณอย่างหนึ่งแต่จะเริ่มยุคใดสมัยใดยังไม่ปรากฏ หลักฐาน

          ในประวัติศาสตร์สมัยกรุงศรีอยุธยา มีกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า ในแผ่นดินของพระเอกาทศรถได้โปรดให้มีการแข่งเรือของพวกทหารขึ้น การแข่งเรือครั้งนั้นมีจุดประสงค์ในการซ้อมฝีพาย และมีการให้รางวัลแก่เรือที่ชนะด้วย กองทัพเรือที่เข้มแข็งที่สุดของไทยเราก็คงจะได้แก่สมัยสมเด็จพระนเรศวร มหาราช ซึ่งเรือเร็วที่ใช้ในสมัยนั้นได้แก่ เรือยาวที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน คือ เมื่อครั้งพระยาจีนจันตุคิดหนีออกจากกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถก็ใช้เรือเร็วออกติดตามจนทัน และได้รบกันเป็นสามารถ

          เมื่อบาทหลวงเดอชัวซีย์ ผู้ช่วยราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้เข้ามาในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตามจดหมายเหตุรายวัน กล่าวถึงการแข่งเรือหลวงตอนหนึ่งว่า...
"เรือพระที่นั่งนั้นวิจิตรรจนา สง่างามยิ่งนัก สุดที่จะพรรณนาในให้ท่านฟังโดยถ้วนถี่ ได้มีฝีพายประจำเรือประมาณ 150 คน ถือพายปิดทองทุกคน พระเจ้ากรุงสยามทรงเครื่องฉลองพระองค์ล้วนแล้วไปด้วยเพชรพลอย ผีพายใส่เสื้อและสวมหมวกสีทอง เครื่องประดับก็ปิดทองด้วยเหมือนกัน ข้าพเจ้าจะพรรณาให้ท่านฟังว่าพยุหโดยชลมารค ครั้งนี้เป็นพิธีอะไรกันแน่.....

           "พระเจ้ากรุงสยามเสด็จประทับทรงสำราญพระอิริยาบถ ณ พระตำหนักที่ประทับแห่งหนึ่งและเสวยพระกระยาหารที่ตำหนักนั้น พอเสวยแล้วโปรดฯ ให้เรือขุนนางที่ยศเสมอกันเข้าเทียบเป็นคู่ๆ พายแข่งกันไปยังกลุ่ม ถ้าเรือลำใดถึงพระตำหนักน้ำที่ราชวังกรุงศรีอยุธยาก่อนก็จะได้รับพระราชทาน รางวัลอย่างงาม การแข่งเรือนี้เป็นสิ่งที่น่าดูมาก ฝีพายทุกคนมีความชำนิชำนาญ พายเรือคล่องแคล่ว ว่องไวยิ่งนัก การแข่งเรือครั้งนี้ ฝีพายต้องพายเรือทวนน้ำขึ้นไปตามแม่น้ำใหญ่เรือพระที่นั่งที่ทรงของพระเจ้า กรุงสยาม ถึงก่อนฝีพายจึงได้รับพระราชทานรางวัลคนละ 1 ชั่ง การแข่งเรือครั้งนี้มีระยะ 2 ลีก"          

          การเสด็จประพาสบางนางอิน (บางปะอิน) ของพระเจ้าอยู่หัวครั้งนี้ทางราชการรู้ว่าต้องมีการแข่งเรืออย่างแน่นอน ฉะนั้นต่างก็หาฝีพายที่มีฝีมือเข้มแข็งลงเรือ เพื่อจะได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ความสำคัญของข้อความน้ำจึงน่าเป็นข้อสนับสนุนได้ว่า พระเจ้าแผ่นดินในสมัยโบราณนิยมการแข่งเรือเป็นอย่างมากทีเดียว        

          การแข่งเรือในบางกรณีดูเหมือนเป็นการเสี่ยงทายเรือมากกว่าสนุกสนาน ดังในพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระราชพิธีสิบสองเดือนว่า พระราชพิธีเดือนสิบเอ็ดในกฏมณเฑียรบาลว่ามีพิธีแข่งเรือ ความพิสดารในกฎมณเฑียรบาล กล่าวได้ดังนี้          

          "เดือนสิบเอ็ด การอาษยุธพิธี มีโหม่งครุ่มซ้ายขวาระบำมโหรทึกอินทเภรีดนตรี เช้าทรงพระมหามงกุฎราชาปโภค กลางวันทรงพระสุพรรณมาลา เย็นทรงพระมาลาสุกหร่ำสะพักชมพู สมเด็จพระอัครมเหสีพระภรรยาทรงพระสุวรรณมาลา นุ่งแพรลายทองทรงเสื้อ พระอัครชายาทรงพระมาลาราบ นุ่งแพรดารากรทรงเสื้อ พระสนมใส่สนองเกล้าสะพักสองบ่า สมรรถไชยเรือต้น ไกรสรมุขเรือสมเด็จพระอัครมเหสีสมรรถไชยไกรสรมุขเป็นเรือเสี่ยงทาย ถ้าสมรรถไชยแพ้ไซร้ ข้าวเหลือเกลืออิ่ม สุขเกษมเปรมประชา ถ้าสมรรถไชยชนะไซร้ จะมียุค"          

          จะเห็นว่าเรือสมรรถไชยและเรือไกรสรมุขเป็นเรือเสี่ยงทายตามกล่าว แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เรือสมรรถไชยเป็นเรือต้น ซึ่งเป็นเรือของพระเจ้าแผ่นดิน เรือไกรสรมุขเป็นเรือของพระอัครมเหสี ฉะนั้นการเสี่ยงทายเรือไกรสรมุขต้องชนะเสมอไป เพราะเป็นการปลอบขวัญประชาชน แสดงถึงความเอาอกเอาใจต่อพระมเหสีด้วย          

          เห็นได้ว่า ประเพณีการแข่งเรือ ตามประเพณีหลวงสมัยโบราณที่ได้กระทำกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา พอมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ประเพณีนี้ไม่มีการปฏิบัติกัน แต่ก็ไม่ถึงกับหายสาบสูญไป มีการแข่งขันกันบ้าง สำหรับการแข่งเรือสมัยรัตนโกสินทร์ที่ต้องมีการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ คือ การแข่งเรือวังหลวง กับวังหน้า แต่การแข่งขันครั้งนั้นไม่บริสุทธิ์ ถือว่ามีเล่ห์เหลี่ยม เกือบทำให้เกิดเรื่องยุ่งยาก          

          เรื่องมีอยู่ว่า ในแผ่นดินสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้มีการแข่งเรือระหว่างวังหลวงกับวังหน้าขึ้น ครั้งหนึ่งเรือวังหลวงชื่อทองปลิว เรือวังหน้าชื่อ มังกร เมื่อจับคู่เทียบฝีพายกันแล้วเห็นว่าทัดเทียมกันจะแข่งขันกันได้ก็ตกลง แต่ก่อนที่จะมีการลงมือแข่งขันได้มีข้าราชการหลวงผู้หนึ่งสืบทราบว่า ทางวังหน้าเล่นไม่ซื่อ จึงได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลว่ากรมพระราชวังบวรฯ จัดฝีพายที่แข็งแรงซ่อนไว้ เวลาแข่งจะเอาพวกนี้ออกพายแข่ง เมื่อได้ทรงทราบจึงมีพระดำรัสว่า  เล่นอย่างนี้จะเล่นด้วยอย่างไร จึงให้เลิกการแข่งเรือคราวนั้นเสีย?

          จุดประสงค์ของการแข่งเรือนั้นสรุปว่า ในสมัยโบราณจัดเป็นประเพณีหลวงและเป็นการเสี่ยงทาย และในขณะเดียวกันเป็นการฝึกฝีพาย ต่อมาประชาชนธรรมดาจึงได้แข่งเรือขึ้นบ้าง จนบางแห่งถือเป็นประเพณีที่ต้องมีการแข่งขันกันเป็นประจำ ต่อมามีการขุดเรือยาวขึ้นประจำวัด และมีการฝึกซ้อมอย่าง จริงจังเพราะว่าการแข่งขันนั้น ต้องมีผู้แพ้และชนะ การแข่งเรือถือเป็นประเพณีที่นิยมกันแทบทุกภาค เช่น

          ภาคเหนือ  ได้แก่ จังหวัดพิจิตร พิษณุโลก น่าน          
          ภาคกลาง ได้แก่ จังหวัด อ่างทอง ราชบุรี ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี          
          ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัด ร้อยเอ็ด สกลนคร นครราชสีมา บุรีรัมย์ หนองคาย เลย
          ภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นราธิวาส ปัตตานี เป็นต้น          

          และเมื่อ พ.ศ. 2529 ได้มีการจัดการแข่งขันเรือยาวชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทยเป็นครั้งแรก (ท.ท.ท. ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทย) ณ แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณหน้าศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  และกำหนดให้จัดขึ้นทุกปีตลอดมา

          แต่ในที่นี้ขอยกตัวอย่างการแข่งเรือยาวจังหวัดพิจิตร เพราะมีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ ประเพณีการแข่งเรือยาวของจังหวัดพิจิตรนี้ อย่างน้อยสามารถสืบสาว กลับไปได้ประมาณ 70-80 ปี มาแล้ว แต่ต่อมาได้ถูกยกระดับให้เป็นประเพณีสำคัญประจำจังหวัดขึ้นมา โดยในปี 2524 เป็นปีแรกที่ทางจังหวัดร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดให้มีการแข่งขันเรือยาวประเพณีเป็นงานใหญ่ในนามจังหวัดขึ้นมา โดยชิงรางวัลถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และโล่เดียรติยศของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ต่อมาได้มีการจัดต่อกันมาทุกปี ถือว่าเป็นการฟื้นฟูประเพณีวัฒนธรรมการท่องเที่ยวของทางจังหวัด และสร้างความสามัคคีกันในจังหวัด


   กำหนดงาน          
          การแข่งเรือมักนิยมจัดกันในฤดูน้ำหลาก ช่วงราวๆ ปลายฤดูฝน แต่บางท้องที่อาจจัดเนื่องในเทศกาลต่างๆ เช่น เทศกาลออกพรรษา ในตอนที่มีการทอดผ้าป่า ทอดกฐิน

   กิจกรรม / พิธี        
          การแข่งเรือจังหวัดพิจิตร แบ่งเรือที่เข้าแข่งออกเป็น 2 ประเภท   คือ          
          1.  ประเภท ก. เป็นเรือที่มีฝีพายจัดหรือเคยชนะการแข่งขันมาแล้ว  และ          
          2.  ประเภท ข. คือเรือน้องใหม่หรือไม่เคยชนะการแข่งขันมาก่อน
          แต่ละประเภทก็สามารถแบ่งย่อยอีก 3 ประเภท          
          -   ประเภทเรือใหญ่    กำหนดฝีพายตั้งแต่    41-55    ฝีพาย          
          -   ประเภทเรือกลาง   กำหนดฝีพายตั้งแต่    30-40    ฝีพาย          
          -   ประเภทเรือเล็ก      กำหนดฝีพายไม่เกิน   29          ฝีพาย
          ทั้งนี้เรือที่เข้าแข่งขันมาจากจังหวัดใกล้เคียงด้วย          

          ก่อนการแข่งขันเรือทุกลำต้องมีการบวงสรวงเซ่นไหว้แม่ย่านาง ตลอดจนการเข้าทรงแม่ยางนางเพื่อทราบความต้องการ ทั้งนี้ แม่ย่านางเรือแต่ละลำชอบของไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีการถือเคล็ดกันต่างๆ เช่น เรือบางลำไม่ให้ผู้หญิงแต่ต้องเลย ยิ่งมีการแข่งขันเดิมพันด้วยเงินจำนวนสูงๆ ด้วยแล้วก็ยิ่งมีการระมัดระวังมากขึ้น ก่อนการแข่งขันก็ต้องมีการตรวจตราดูเรืออย่างเข้มงวด เพราะหากมีการแกล้งเอาเข็มมาปักใต้ท้องเรือสักเล่มก็ทำให้เรือแล่นไม่ได้ เรื่องนี้เป็นความเชื่ออย่างหนึ่ง          

          กติกาในการแข่งขันเรือ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมในการแข่งขัน การแข่งขันกำหนดเป็นสาย ก.  และสายข.ก่อนแข่งขันมีการจับสลากเลือกสายน้ำว่าเรือลำใดอยู่ฝั่งตะวันออก หรือฝั่งตะวันตก กระแสน้ำช่วยในการแข่งขันได้อย่างมาก ถ้ากระแสน้ำแรงทำให้เรือวิ่งได้ดี เรือต้องวิ่งในสายน้ำของตนถ้าวิ่งผิดสายน้ำจะถูกปรับแพ้ทันที แต่ละคู่จะแข่งกัน 2 ครั้ง โดยกลับสายน้ำกัน หากลำแรกอยู่ฝั่งตะวันออกในการแข่งครั้งแรก ครั้งสองจะเป็นฝ่ายอยู่ฝั่งตะวันตก ซึ่งถ้าชนะทั้ง 2 ครั้ง ก็ถือว่าชนะ หากเสมอกันก็ต้องจับสลากสายน้ำกันใหม่ว่าใครอยู่ฝั่งใด และแข่งแพ้ชนะกันอีกครั้งหนึ่ง          

          ฝีพายแต่ละคนมีส่วนช่วยให้เรือประสบชัยชนะทั้งสิ้น เพราะใครพายผิดจังหวะก็จะมีผลต่อฝีพายอื่นๆ โดยเฉพาะฝีพายเรือที่จะคัดหัวเรือให้ตรงหลัก หากมีการติดสินบนกลั่นแกล้งกันแล้ว ก็ทำให้แพ้ได้ง่าย ในปัจจุบัน การแข่งเรือไม่เพียงแต่เป็นงานระดับจังหวัดเท่านั้น แต่ได้พัฒนาไปสู่นานาชาติและเป็นที่ยอมรับกันไปทั่วโลก



ที่มา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 1600 ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ
บันทึกการเข้า
สยามนาวา
Administrator
แฟนคลับ
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 173

ยิ่งทำยิ่งได้ ยิ่งให้ยิ่งมี


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: พ.ค. 27, 2009, 17:20:15 »

ข้อมูลประวัติเรือยาว จังหวัดพิิจิตร ติดตามได้ที่  จุมพิต

http://www.siamnava.com/fff/index.php?topic=745.0
บันทึกการเข้า
สยามนาวา
Administrator
แฟนคลับ
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 173

ยิ่งทำยิ่งได้ ยิ่งให้ยิ่งมี


เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: พ.ค. 27, 2009, 21:44:30 »

ประวัติการแข่งขันเรือยาว "วัดท่าหลวง" จังหวัดพิจิตร

การแข่งเรือยาวของวัดท่าหลวง   เริ่มในสมัยท่าเจ้าคุณ พระธรรมทัสส์มุนีวงค์  (เอี่ยม) เจ้าอาวาสวัดท่าหลวง และเจ้าคณะจังหวัดพิจิตร  เมื่อ  ประมาณ  พ.ศ. 2450  ได้กำหนดงานจัดงานแข่งขันเรือตามกำหนดวัน  คือ  วันขึ้น  6  ค่ำ  เดือน  11  ของทุกปี  ภายหลังน้ำในแม่น้ำน่าน  ลดลงเร็วเกินไป  ไม่เหมาะสมจะแข่งขันเรือยาว  จึงเปลี่ยนมาเป็นวันขึ้น  6  ค่ำ  เดือน  10  และ ทางวัดแข่งขันเพียงวันเดียว   การแข่งขันเรือยาว  ได้จัดนำผ้าห่มหลวงพ่อเพชร  มอบให้เป็นรางวัล  สำหรับเรือยาวที่ชนะเลิศ  และรองชนะเลิศ  ต่อมาได้เปลี่ยนรางวัลเป็นธงที่มีรูปหลวงพ่อเพชรแทน.


ที่มา สำนักงานจังหวัดพิจิตร  ศาลากลางจังหวัดพิจิตร ถนนพิจิตร-ตะพานหิน อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร
บันทึกการเข้า
rat2505
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: ก.ค. 19, 2009, 16:05:44 »

ขอบคุณมากๆครับ ผมลูกหลานชาวพิจิตรโดยแท้ภูมิใจที่คนพิจิตรรักษาประเพณีแข่งเรือยาวให้ลูกหลานได้สืบทอดกันไปให้นานแสนนาน และผมเองยิ่งภูมิใจมากขึ้น ผมเป็นลูกๆหลานๆ เรือขุนเพ่ง เจ้าของนามว่า ไอ้จรเข้ร้ายจากพิจิตร อันลื่อชื่อเมื่อปี 33 เพราะได้สัมผัสมาตั้งแต่ยังเป็นไม้ตะเคียนครับ
บันทึกการเข้า
ArMoo ชุมพร
มือที่ให้ สูงกว่ามือที่รับ
นายท้าย
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,634


ท่องเที่ยวและถ่ายภาพ


เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: ส.ค. 24, 2010, 22:19:19 »

แข่งเรือยาว เมืองพิจิตร จ.พิจิตรDQ


เที่ยวไทยครึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก 

บันทึกการเข้า

อยากได้ดีไม่ทำดีนั้นมีมาก  ดีแต่อยากหากไม่ทำน่าขำหนอ  อยากได้ดีต้องทำดีอย่ารีรอ   ดีแต่ขอรอแต่ดีไม่ดีเลย

> www.facebook.com/Siamnava
> ขั้นตอนสมัครสมาชิก Siamnana.com
nonamexsex
มาใหม่

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2


« ตอบ #5 เมื่อ: ส.ค. 15, 2014, 15:59:11 »

ประวติเค้ามีมาเเบบนี้นี่เองนะครับ ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยอ่า
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.16 | SMF © 2006-2008, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!